Welcome Glitter Graphic

Monday, 9 September 2013

Study notes No.13

ไม่มีการเรียนการสอน

**หมายเหตุ เนื่องจาก อาจารย์ได้ไปสัมนาด่วนที่จังหวัดสระบุรี จึงได้สั่งให้นักศึกษาทำงานประดิษฐ์ให้
                     เสร็จครบทุกอย่างและจะสอนชดเชยแก่นักศึกษา วันที่ 15 กันยายน 2556

**เพิ่มเติม
 
กิจกรรมวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กอนุบาล 
Preschool  Workshops

     นอกจากกิจกรรมวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กในระดับประถมศึกษาแล้ว Mad Science ยังจัดกิจกรรมซึ่งมีความหลากหลายสำหรับเด็กในระดับอนุบาล ( อายุ 3 – 5 ปี ) ทุกๆกิจกรรม จะแฝงด้วยความสนุกสนานและสาระโดยจัดเป็นกิจกรรมวิทยาศาสตร์ในห้องเรียน ในเวลาเรียนปกติครั้งละประมาณ 30 นาที เพื่อเสริมทักษะด้านการสังเกตและทักษะอื่นๆทางด้านวิทยาศาสตร์ให้เด็กได้ร่วมคิดและปฏิบัติ  ทั้งนี้ Mad Science จะเป็นผู้จัดหาอุปกรณ์และผู้สอนทั้งหมด
 
ตัวอย่างกิจกรรมวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กอนุบาล  
    
ADVENTURES IN AIR เรียนรู้เกี่ยวกับอากาศที่อยู่รอบๆตัวเรา อากาศสามารถทำให้สิ่งของเคลื่อนที่ อากาศต้องการที่อยู่และอากาศร้อนจะลอยตัวสูงขึ้น

ANIMAL FRIENDS  สนุกกับการทายเสียงสัตว์ชนิดต่างๆ รูปลักษณะของสัตว์ที่เปลี่ยนไป เมื่อมันเจริญเติบโต เรียนรู้สิ่งที่ห่อหุ้มร่างกายของสัตว์แต่ละชนิด
 
COLOR LAB เรียนรู้เกี่ยวกับสีต่างๆของรุ้ง การผสมของแม่สี เด็กๆจะสนุกกับการผสมสีด้วยตนเองโดยใช้ Gel ชนิดพิเศษเพื่อนำกลับบ้าน  
   
 EYE TO EYE เรียนรู้ความสำคัญของดวงตา และสนุกกับส่วนประกอบต่างๆของตาจากแบบจำลอง ดวงตาเรียนรู้ว่าเราสามารถเห็นภาพที่มี ขนาดใหญ่ขึ้นได้โดยการมองผ่าน “ แว่นขยาย ”  
   
KEEP IN TOUCH  เรียนรู้เกี่ยวกับประสาทสัมผัส ให้เด็กๆทราบว่าของบางอย่างเป็นอันตรายได้ถ้าเราสัมผัส และบางส่วนของร่างกายมีประสาทที่ไวต่อการสัมผัสมากกว่าส่วนอื่น
 
 LISTEN CLOSELY  ให้เด็กๆทราบว่าเสียงเกิดจากการสั่นสะเทือน และเดินทางผ่านอากาศในรูปของคลื่น สนุกกับการทำเสียงด้วยอุปกรณ์ต่างๆที่ใช้ในภาพยนต์  
   
 LIGHTS ON เรียนรู้ว่าแสงช่วยให้เรามองเห็นสิ่งต่างๆ แสงสามารถเปลี่ยนสีได้เมื่อส่องผ่านกระดาษสีต่างๆ ตื่นตากับการดูสีรุ้งของแสงด้วยแว่นตาสายรุ้ง  
    
SPACE FRONTIERS สนุกกับการสร้างแบบจำลองของดาวเคราะห์ทั้งเก้าดวงในระบบสุริยะจักรวาล เล่นสนุกกับการเก็บหินจำลองบนดวงจันทร์ด้วยมือจับ
 
 WATER WORKS เรียนรู้เรื่องการลอย การจมของวัตถุต่างๆ ศึกษาว่าวัตถุใดดูดซึมน้ำได้ดีกว่ากัน สนุกกับการทดลองแรงตึงผิวของน้ำด้วยน้ำสบู่ น้ำตาลและพริกไทย  
   
นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมอื่นๆสำหรับ เด็กอนุบาลเช่น  MAGNETIC  ATTRACTION, SCIENCE OF MUSIC, WEATHER WONDERS,WORLD OF WORMS, BUTTERFLIES, LET’S MEASURE, TASTE & SMELL,SHAPES & STRUCTURES, MAD MIXTURES,HUMAN BODY เป็นต้น

Monday, 2 September 2013

Study notes No.12

วันนี้อาจารย์ได้ให้นำเสนอของเล่นเข้ามุมวิทยาศาสตร์ ซึ่งมีกลุ่มที่นำเสนอดังนี้


ซึ่งกลุ่มของข้าพเจ้า ทำสัตว์ไต่เชือก ที่สอนในเรื่อง แรงเสียดทาน มีขั้นตอนการทำ  ดังนี้

อุปกรณ์

1.กล่องลัง
2.กระดาษร้อยปอนด์

3.สีไม้
4.หลอด
5.กรรไกร
6.พลาสติกเคลือบใส

ขั้นตอนการทำ

1.นำกล่องลังมาตัดตรงกลางออกและห่อด้วยกระดาษสีดำ



2.นำกระดาษร้อยปอนด์มาวาดรูปสัตว์แล้วตัดตามรูปที่วาด หลังจากนั้นนำพลาสติกใสมาเคลือบ จากนั้นติดหลอดไว้ข้างหลัง โดยตัดหลอดออกให้เหลือประมาณ 1 นิ้ว ตัดมา 2 อัน เอาไว้สำหรับใส่เชือก เมื่อติดหลอดเสร็จแล้ว ให้นำเหรียญสลึงมาติดอีกที เพื่อถ่วงน้ำหนักให้แก่ตัวสัตว์



3.นำกล่องมาเจาะรู้ด้านข้างเพื่อใส่ตัวสัตว์เข้าไป นำกระดาษสีและของตกแต่งมาตกแต่งกล่องให้สวยงาม แล้วนำสัตว์มาร้อยเชือกและร้อยเข้าไปในกล่องหลังจากนั้นลองทดสอบดูว่าสามารถเคลื่อนที่ได้หรือไม่



4.นำชื่อของเล่นและหลักการมาติดไว้ข้างหลังกล่อง 



5.ผลงานที่เสร็จสมบูรณ์



ขั้นตอนการดำเนินกิจกรรม

ขั้นนำ

ขั้นที่ 1 กำหนดปัญหา
       แนะนำกิจกรรม โดยถามคำถามปลายเปิดเพื่อกระตุ้นให้เด็กได้คิด เช่น เด็กๆเห็นอะไรบนโต๊ะของคุณครูบ้างคะ เด็กๆคิดว่าคุณครูจะนำมาทำอะไรคะ 

ขั้นที่ 2 สมมติฐาน
       เด็กๆคาดเดาคำตอบที่น่าจะเป็นไปได้ของปัญหา เช่น เมื่อครูดึงเชือกจะเกิดอะไรขึ้นคะ

ขั้นสอน

ขั้นที่ 3 เก็บรวบรวมข้อมูล
      - ให้เด็กๆทดลองโดยลองมาดึงเชือก
      - เด็กๆลงมือทำกิจกรรมอย่างอิสระ
      - เด็กๆสังเกตและเก็บข้อมูลที่ได้เห็น
      - ครูคอยแนะนำและให้ความช่วยเหลือเมื่อเด็กต้องการ

ขั้นที่ 4 วิเคราะห์ข้อมูล
       ครูถามคำถามเพื่อกระตุ้นให้เด็กได้คิดหาเหตุผลจากของเล่นเข้ามุมวิทยาศาตร์ ดังนี้
1.เมื่อดึงเชือกสลับไปมา เด็กๆคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้น สัตว์จะเคลื่อนที่ได้หรือไม่
2.เวลาดึงเชือก เมื่อเด็กๆกางเชือกออก เด็กๆคิดว่าสัตว์จะเคลื่อนที่ไปข้างหน้าหรือไปข้างหลัง

ขั้นสรุป

ขั้นที่ 5 ขั้นอภิปรายและลงข้อสรุป

       หลักการ: ไต่ขึ้นไต่ลง  เมื่อเราดึงเชือกทั้ง 2ข้าง จะทำให้เกิดการเสียดสีในหลอดดูดและเกิดแรงเสียดทาน ระหว่างวัตถุ ซึ่งทำให้วัตถุ 2 ชนิดหยุดการเคลื่อนที่ผ่านกันและกัน เมื่อเราปล่อยเชือกเชือกก็จะไม่กดทับหลอดดูด ทำให้แรงเสียดทานน้อยลง


ภาพบรรยากาศการทำงานและการนำเสนอสื่อของเล่นเข้ามุม สัตว์ไต่เชือก


วิธีการเล่น

ให้ดึงเชือกสลับทีละข้างไปมาเรื่อยๆ เมื่อสัตว์ไต่ไปถึงอีกด้านหนึ่งของกล่องให้กางเชือกทั้งสองข้างออกเพื่อให้สัตว์กลับมาด้านเดิม

Monday, 26 August 2013

Study notes No.11

ไม่มีการเรียนการสอน

**หมายเหตุ เนื่องจากอาจารย์ติดงานด่วนของทางคณะ แต่อาจารย์ได้สั่งให้นักศึกษาทำงานส่งในคาบ
ต่อไป คือ การทำของเล่นตามมุม พร้อมกับเก็บตกการทดลองและการประดิษฐ์ของเล่นวิทยาศาสตร์เพิ่มเติม และจะสอนชดเชยเพิ่มให้

**เพิ่มเติม

การทดลอง ดอกไม้บาน

อุปกรณ์

1. กระดาษ A4

2. กรรไกร

3. สี

4. กะละมังขนาดเล็กหรือชาม

ขั้นตอนการทำดอกไม้

1.ตัดกระดาษเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดเท่ากระดาษโน๊ต


2.เมื่อตัดเสร็จให้พับกระดาษเป็นสี่ทบเท่าๆกัน โดยครั้งที่ 1 พับครึ่งเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า และ ครั้งที่ 2 พับอีกครั้งเป็นสี่เหลียมจัตุรัสเหมือนเดิม


3.เมื่อพับเสร็จแล้วให้วาดรูปกลีบดอกไม้ลงไปที่มุมกระดาษ ในด้านที่ไม่ใช่ปากกระดาษอ้า พร้อมกับตัดกลีบดอกไม้ที่วาดออกมา

4.จากนั้นคลี่กลีบดอกไม้ออก ก็จะได้ดอกไม้ที่เสร็จสมบรูณ์ เสร็จแล้วตกแต่งด้วยสีให้สวยงาม

5.เมื่อแต่งเติมสีสันเสร็จแล้ว ให้พับกลีบดอกไม้เข้า ทีละกลับ ทีละกลีบ จนครบทั้ง 4 กลีบ



6. เสร็จแล้วนำดอกไม้ทำการทดลอง โดยใส่ลงไปบนน้ำที่เตรียมใส่ไว้ในกะละมังขนาดเล็กหรือชาม


การดำเนินกิจกรรมการทดลอง

ขั้นนำ

ขั้นที่1 ขั้นกำหนดปัญหา

      แนะนำอุปกรณ์โดยใช้คำถามกระตุ้นให้เด็กอยากรู้ "เด็กๆคิดว่าบนโต๊ะมีอุปกรณ์อะไรบ้างคะ" หลังจากนั้นถามอีกว่า"เด็กๆคิดว่าอุปกรณ์ที่เด็กๆเห็นอยู่บนโต๊ะสามารถนำมาทำอะไรได้บ้าง" แล้วก็เริ่มทำการประดิษฐ์ดอกไม้ ตามวิธีการด้านบน

ขั้นที่2 ขั้นตั้งสมมติฐาน

     เด็กๆคาดเดาคำตอบที่น่าจะเป็นไปได้ เช่น เมื่อนำดอกไม้ลงไปวางในกะละมังขนาดเล็กหรือชามที่ใส่น้ำจะเกิดอะไรขึ้นคะ


ขั้นสอน

ขั้นที่3 เก็บรวบรวมข้อมูล

       ให้เด็กทำการทดลองดอกไม้บาน

       เด็กลงมือทำกิจกรรมอย่างอิสระ
       เด็กสังเกตและเก็บข้อมูลของการทดลองที่ได้ทำ
       ครูคอยแนะนำและให้ความช่วยเหลือเมื่อเด็กต้องการ

ขั้นที่4 การวิเคราะห์ข้อมูล

 ครูถามคำถามเพื่อกระตุ้นให้เด็กคิดหาเหตุผลจากกระบวนการทดลอง ดังนี้
1.ดอกไม้ที่เด็กได้ประดิษฐ์เมื่อวางลงไปในน้ำ มีลักษณะอย่างไร
2.เด็กๆคิดว่าทำไมดอกไม้ถึงมีลักษณะอย่างที่เห็น


ขั้นสรุป

ขั้นที่5 ขั้นอภิปรายและลงข้อสรุป

กระดาษที่ทำด้วยเยื่อไม้มีรูพรุนมาก เมื่อพับกระดาษจะทำให้รูพรุนบริเวณรอยพับถูกบีบอัดให้เล็กลง พอนำดอกไม้กระดาษไปลอยน้ำ น้ำจะซึมเข้าไปในรูพรุน ทำให้เกิดแรงพลัก  โดยเฉพาะรูพรุนในบริเวณรอยพับของดอกไม้  ดอกไม้จึงบานออก เหมือนกับที่เซลล์ของสิ่งมีชีวิตสามารถคงรูปได้เพราะมีแรงดันนั้นอยู่

VDO การทดลองดอกไม้บาน


Monday, 19 August 2013

Study notes No.10

วันนี้อาจารย์ได้ให้นักศึกษานำเสนอการทดลองวิทยาศาสตร์ ซึ่งมีกลุ่มที่นำเสนอการทดลอง ดังต่อไปนี้


ระหว่างการนำเสนอและหลังจากการนำเสนออาจารย์ได้ให้ข้อเสนอแนะและความคิดเห็นในเรื่องของการสอนวิทยาศาตร์ให้แก่เด็กปฐมวัย

ซึ่งสรุปใจความได้ว่าการจัดประสบการณ์วิทยาศาสตร์เด็กปฐมวัยควรเป็นไปตามขั้นตอน ดังนี้

ขั้นเตรียม

1.ครูและเด็กสนทนาถึงกิจกรรมที่จะปฏิบัติและอธิบายให้เด็กรู้จักอุปกรณ์ต่างๆ

2.ครูและเด็กร่วมสนทนาถึงขั้นตอนการทดลอง

3.ครูแบ่งกลุ่มเด็กตามความเหมาะสม

ขั้นปฏิบัติการ

1.ให้เด็กลงมือปฏิบัติการทดลองตามกลุ่มที่แบ่งไว้

2.ครูสังเกตการปฏิบัติการทดลองของเด็กแต่ละกลุ่มอย่างทั่วถึง

3.ให้เด็กสังเกตโดยครูใช้คำถามกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็น

ขั้นสรุป

1.ครูและเด็กร่วมอภิปราบแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับขั้นตอนการปฏิบัติกิจกรรม

2.ครูและเด็กร่วมกันสรุปกระบวนการการทดลอง


**เพิ่มเติม

ทักษะพื้นฐานและกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
         การเรียนวิทยาศาสตร์เป็นการเรียนการแก้ปัญหาอย่างมีเหตุผล  ซึ่งเรียกว่ากระบวนการทางวิทยาศาสตร์เด็กปฐมวัยสามารถเรียนรู้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ได้โดยครูกับเด็กช่วยกันคิดและปฏิบัติเป็นกระบวนการเริ่มจากขั้นที่  1  ถึงขั้นที่  5  ดังนี้
                ขั้นที่  1  กำหนดขอบเขตของปัญหา  ครูกับเด็กร่วมกันคิดตั้งประเด็นปัญหาสิ่งที่ต้องการเรียนรู้ร่วมกัน เช่น  ต้นไม้โตได้อย่างไร
                ขั้นที่  2  ตั้งสมมุติฐาน  เป็นขั้นของการวางแผนร่วมกัน  ในการที่จะทดลองหาคำตอบจากการคาดเดาล่วงหน้าว่า  ถ้า.......จะเกิด......เป็นต้น
                ขั้นที่  3  ทดลองและเก็บข้อมูล  เป็นขั้นตอนที่ครูกับเด็กร่วมกันดำเนินการตามแผนการทดลองตามสมมุติฐานที่ตั้งไว้ในข้อ  2
                ขั้นที่  4  วิเคราะห์ข้อมูล  ครูและเด็กนำผลการทดลองมาสนทนา อภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกัน เช่น  ทำไมต้นไม้ปลูกพร้อมกันจึงโตไม่เท่ากัน
                ขั้นที่  5  สรุปผลคำตอบสมมุติฐาน  ว่าผลที่เกิดคืออะไร  เพราะอะไร  ทำไม  ถ้าเด็กต้องการศึกษาต่อจะกลับมาเรียนขั้นที่  1  ใหม่  แล้วต่อเนื่องไปถึงขั้นที่  5  เป็นวงจรของการขยายการเรียนรู้
                กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ทั้ง  5  ขั้น  เป็นกระบวนการที่ต่อเนื่องเป็นวัฏจักร  ทักษะพื้นฐานที่ต้องนำมาใช้ในกระบวนการ คือ  การสังเกต  การจำแนกและเปรียบเทียบ  การวัด  การสื่อสาร  การทดลอง  การสรุปและการนำไปใช้  (Brewer,  1995  :  288 - 290)
                การสังเกต  ครูต้องสอนให้เด็กรู้จักสังเกตใช้เทคนิคการสังเกตเป็น  เด็กต้องได้รับการสอนให้รู้จักสังเกตปรากฏการณ์หรือการกระทำอย่างระมัดระวังและถี่ถ้วน  จากการสังเกตนอกจากการใช้ ตาดู เด็กอาจต้องใช้หูฟัง  จมูกดมกลิ่น  ลิ้นชิมรส  กายสัมผัสหรือรับความรู้สึก หรือใช้ทุกอย่างร่วมกัน
                การจำแนกเปรียบเทียบ  การจำแนกเป็นทักษะพื้นฐานที่ใช้ในการจัดระเบียบข้อมูล  ซึ่งในการจำแนกนี้เด็กต้องสามารถเปรียบเทียบและบอกข้อแตกต่างของคุณสมบัติ  ถ้าเด็กเล็กมาก  เด็กอาจจำแนกสีหรือจำแนกรูปร่างได้  การจำแนกหรือเปรียบเทียบสำหรับเด็กปฐมวัย  ต้องใช้คุณสมบัติหยาบ ๆ  เห็นรูปธรรมเด็กจึงจะทำได้
                การวัด  การวัดเป็นกระบวนการรวบรวมข้อมูลและตัดสินเพื่อบอกว่าขนาด  ปริมาณของสิ่งที่เห็นคืออะไร  เด็กปฐมวัยจึงใช้การวัดเป็นการเปรียบเทียบเชิงปริมาณโดยสามารถใช้เครื่องมือวัดอย่างหยาบได้  สามารถบอกมาก-น้อยกว่ากันได้
                การสื่อสาร  ทักษะการสื่อสารจำเป็นมากในกระบวนการวิทยาศาสตร์  เพราะการสื่อสารเป็นทางบอกว่าเด็กได้ สังเกต  จำแนก  เปรียบเทียบ  หรือวัด  เป็นหรือไม่  เข้าใจข้อมูลหรือสิ่งที่ศึกษาในระดับใด  ด้วยการกระตุ้นให้เด็กแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน  อภิปรายข้อค้นพบ  บอก และบันทึกสิ่งที่พบ
                การทดลอง  เด็กปฐมวัยเป็นนักทดลองมาโดยกำเนิด  เช่น  การรื้อค้น  การกระแทก  การทุบ  การโยนสิ่งของหรือการเล่น จากการเล่นเป็นการเรียนรู้  ซึ่งมักเป็นการทดลองแบบลองผิดลองถูก  แต่การทดลองทางวิทยาศาสตร์จะถูกจัดระเบียบมากขึ้น  มีการควบคุมให้เด็กทำอย่างมีระเบียบวิธี  มีการสังเกตอย่างมีความหมาย  เช่น  การทดลองการกระจายของหยดสีในน้ำที่มีความเข้มข้นไม่เท่ากัน  เด็กจะสังเกตเห็นสีสด  สีจาง  ต่างกัน
                การสรุปและการนำไปใช้  เด็กปฐมวัยมีความสามารถสรุปได้เฉพาะข้อมูลเชิงประจักษ์  เด็กสามารถบอกว่าอะไรเกิดขึ้น  สาเหตุใด  มีผลอย่างไร  แต่เป็นไปตามสายตาที่เห็นเป็นรูปธรรมเท่านั้น  ซึ่งการทดลองวิทยาศาสตร์  ทำให้เด็กเห็นจริงกับตา  สัมผัสกับมือ  เด็กจะบอกได้ว่ามีอะไรเกิดขึ้น  การได้ฝึกทักษะอย่างเป็นกระบวนการจะทำให้เด็กสามารถบอกได้ว่าจะนำไปใช้ทำอะไร  หรือนำไปใช้แก้ปัญหาอย่างไรได้ด้วย

Saturday, 17 August 2013

เรียนชดเชย

วันนี้อาจารย์ได้ให้นักศึกษานำเสนอของเล่นวิทยาศาสตร์ของแต่ละคน พร้อมบอกวิธีประดิษฐ์ วิธีเล่น และหลักการวิทยาศาสตร์ของของเล่นที่ชิ้นนั้นๆ
ซึ่งของเล่นวิทยาศาสตร์ที่นำเสนอในวันนี้ ได้แก่


หลังจากที่เพื่อนนำเสนอเรียบร้อยแล้วอาจารย์ได้มอบหมายงาน ดังนี้
** งานที่ได้รับมอบหมาย
1.ประดิษฐ์ของเล่นเข้ามุม (กลุ่ม 3 คน)
2.นำเสนองานทดลอง ในวันที่ 19/08/56

ของเล่นวิทยาศาสตร์ที่ข้าพเจ้าประดิษฐ์ ขลุ่ยหลอด

วัสดุ/อุปกรณ์

1.หลอดดูดน้ำ 8 หลอด
2.กระดาษแข็ง
3.เทปใส


ขั้นตอนการทำ

1.เตรียมหลอดดูดมา 8 หลอด และ ตัดส่วนบนของหลอดดูดทั้งหมด



2.แบ่งมา 2 หลอด และตัดปลายออกเล็กน้อยอีก 2 หลอด ตัดปลายออกแต่ให้ยาวกว่า 2 หลอดแรก ตัดอีก 2 หลอดให้ยาวมากกว่าเดิม จากนั้นเรียงตามความยาว ตอนนี้จะมีหลอดดูดที่ยาว 4 ขนาด ขนาดละ 2 หลอดเรียงกันอยู่ จากนั้นตัดเทปเป็นชิ้นยาว แล้วดึงพันรอบปลายหลอดด้านล่าง ด้านบนให้ติดกัน



3.ตัดกระดาษแข็งให้กว้างเท่ากับแถบหลอด ทากาวติดลงไปบนแถบหลอด ลองเป่าลมผ่านหลอดเพื่อฟังเสียงที่เกิดขึ้น



หลักการทางวิทยาศาสตร์



วิธีการเล่น

คว่ำขลุ่ยหลอดลงให้ปลายหลอดอยู่ในแนวขวาง แล้วใช้ผิวปากเป่าตรงบริเวณปลายหลอด และลองฟังเสียงที่เกิดขึ้น


ภาพระหว่างการนำเสนอของเล่นวิทยาศาสตร์ ขลุ่ยหลอด


Monday, 12 August 2013

Study notes No.9

ไม่มีการเรียนการสอน

 ** หมายเหตุ เนื่องจาก ตรงกับวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ 
(วันแม่แห่งชาติ)





Monday, 5 August 2013

Study notes No.8

ไม่มีการเรียนการสอน 

** หมายเหตุ เนื่องจาก อยู่ในช่วงการสอบกลางภาค 1/2556 ระหว่างวันที่ 29 กรกฎาคม ถึง 5 สิงหาคม 2556

**เพิ่มเติม

5 แนวทางสอนคิด เติม "วิทย์" ให้เด็กอนุบาล

สอนวิทยาศาสตร์ เด็กวัยอน

วิทยาศาสตร์เป็นยาขมสำหรับเด็กๆ จริงหรือ? ถ้าเด็กๆ เรียนวิทยาศาสตร์ตั้งแต่ชั้นอนุบาลจะยากเกินไปไหม? ควรจะให้เด็กๆ อนุบาลเรียนรู้วิทยาศาสตร์อย่างไร? คำถามเหล่านี้ต่างพ่อแม่ผู้ปกครอง และแม้แต่คุณครูเองก็ยังสงสัยอยู่แท้ จริงแล้ววิทยาศาสตร์ คือ ความพยายามของมนุษย์ที่จะเรียนรู้และทำความเข้าใจกับสิ่งรอบตัวและตัวตนของ ตนเอง ซึ่งความพยายามเช่นนี้จะติดตัวกับมนุษย์เรามาตั้งแต่แรกเกิด เห็นได้จากธรรมชาติของเด็กที่มีความอยากรู้อยากเห็น ช่างสังเกตและคอยซักถามเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ที่พวกเขาเจอ และบางครั้งก็เป็นคำถามที่ยากเกินกว่าที่ผู้ใหญ่จะให้คำตอบ

ผู้ใหญ่ หลายคนที่ไม่เข้าใจในธรรมชาติความเป็นนักวิทยาศาสตร์ตัวน้อยๆ ของเด็ก จึงปิดกั้นโอกาสทางการเรียนรู้ของพวกเขาโดยการไม่ให้ความสนใจกับคำถามและการ ค้นพบแบบเด็กๆ หรือไม่ได้จัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่จะส่งเสริมและต่อยอดทักษะและแนวคิด ที่ถูกต้องให้กับเด็กอย่างเหมาะสม ซึ่งนั่นทำให้การพัฒนาทักษะของเด็กต้องขาดตอนไปอย่างน่าเสียดาย


ดร.วรนาท รักสกุลไทย นักการศึกษาปฐมวัย ผู้อำนวยการโรงเรียนเกษมพิทยา (ฝ่ายอนุบาล) กล่าวว่า "เรา คงทราบดีกันอยู่แล้วว่าวิทยาศาสตร์มีความสำคัญเพียงใด แต่สำหรับเด็กอนุบาล แนวทางการสอนต่างหากที่จะทำให้เด็กสนใจ สิ่งสำคัญที่สุดคือครูต้องแม่นยำในพัฒนาการของเด็ก เพื่อที่จะสามารถจัดการเรียนรู้ได้สอดคล้องกับความสามารถของเด็ก รวมถึงต้องอย่าลืมเรื่องจินตนาการที่มีอยู่สูงในเด็กวัยนี้"

ทั้ง นี้ การส่งเสริมพัฒนาการของเด็กปฐมวัยในด้านวิทยาศาสตร์นั้น อาจไม่จำเป็นต้องแยกออกมาสอนเป็นวิชาวิทยาศาสตร์ และอาจไม่ต้องกล่าวคำว่าวิทยาศาสตร์เมื่อให้เด็กทำกิจกรรมเลยด้วยซ้ำ เพียงแต่ครูปฐมวัยควรจะตระหนักรู้ว่ากิจกรรมที่จัดให้กับเด็กในแต่ละช่วง เวลานั้น เป็นการส่งเสริมทักษะและแนวคิดทางวิทยาศาสตร์อะไรให้กับเด็กๆ และควรจะจัดกิจกรรมอย่างไรเพื่อจะสามารถตอบสนองและต่อยอดธรรมชาติการเรียน รู้ของเด็กได้อย่างเป็นระบบ

ดร.เทพกัญญา พรหมขัติแก้ว นักวิชาการสาขาวิทยาศาสตร์ประถมศึกษา สสวท. กล่าวถึงแนวทางในการสอนวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กอนุบาลว่า "แนวทางของ สสวท.คือต้องการให้คุณครูบูรณาการวิทยาศาสตร์เข้าไปในการเรียนการสอนปกติของ เด็กๆ ซึ่งครูและนักการศึกษาปฐมวัยอาจจะมีคำถามว่า จะต้องแยกวิทยาศาสตร์ออกมาเป็นอีกวิชาหนึ่งไหม จริงๆ คือไม่ต้อง เพราะการเรียนรู้ในระดับปฐมวัยจะเน้นการเรียนรู้แบบองค์รวม ไม่ต้องแยกเป็นวิชา เพราะวิทยาศาสตร์คือกระบวนการการเรียนรู้ อยากให้คุณครูมองว่า มันคือการเรียนรู้ธรรมชาติรอบตัวของเด็กๆ"

"สำหรับ ปัญหาที่พบในขณะนี้ก็คือ บางครั้งเด็กมีคำถาม แล้วครูตอบไม่ได้ เพราะเราก็ต้องเข้าใจครูปฐมวัยด้วยว่า อาจไม่มีพื้นฐานในสายวิทย์มากนัก ดังนั้นเมื่อครูเกิดตอบคำถามเด็กไม่ได้ก็จะเกิดหลายกรณีตามมา เช่น ครูบอกเด็กว่า เธออย่าถามเลย เด็กก็ถูกปิดกั้นการเรียนรู้ไปเสียอีก กับอีกแบบคือ ครูตอบคำถามเด็ก ซึ่งกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ควรจะเป็นการเรียนรู้ไปด้วยกัน ให้เด็กหาคำตอบด้วยตัวเอง ไม่ใช่รอให้ครูหามาป้อน และถ้าครูตอบผิด เด็กก็อาจจำไปผิดๆ ได้"

นอกจากนี้ ดร.เทพกัญญา ยังได้ให้แนวทางในการ "สืบเสาะความรู้ทางวิทยาศาสตร์สำหรับเด็ก" อันประกอบแนวทางปฏิบัติ 5 ข้อดังนี้

สำหรับ ข้อ 5 นั้น ดร.เทพกัญญากล่าวว่า ในระดับเด็กอนุบาลอาจยังไม่สามารถก้าวไปถึงจุดนั้นได้ อาจต้องเป็นเด็กชั้นประถมศึกษาขึ้นไป แต่คุณครูก็ไม่ควรละเลย หากมีเด็กอนุบาลบางคนเข้าใจ คุณครูก็อาจช่วยให้เขาสามารถอธิบายได้แบบวิทยาศาสตร์ แต่ถ้าไม่ถึงก็ไม่จำเป็นต้องเคี่ยวเข็ญเด็กๆ แต่อย่างใด
ไม่เพียงแต่ คุณครูและโรงเรียนที่จะเป็นผู้ส่งเสริมทักษะด้านวิทยาศาสตร์ให้กับเด็กๆ แต่พ่อและแม่เองนั้นก็มีบทบาทมากเช่นกัน แนวทางดีๆ ข้างต้น อาจเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยให้เด็กๆ และครอบครัวในยุคต่อไปเข้าใจ และรักใน "วิทยาศาสตร์" ได้มากขึ้นก็เป็นได้